Get your ow
n diary at DiaryLand.com! contact me older entries newest entry

2005-10-22 - 6:09 p.m.

เรื่องเล่า พรรษาที่ผ่านมา

พรรษาที่ผ่านมา จัดได้ว่าเป็นอีกพรรษาที่ย่อหย่อนอย่างมาก ไม่ค่อยได้ภาวนาเต็มรูปแบบเท่าไหร่ ก็อาจจะพออ้างแก้ตัวว่าเป็นเพราะงานที่โหมลงมา และสุขภาพที่ไม่ค่อยเอื้อเอานวยก็พอได้ แต่จริงๆ แล้ว เมื่อตรวจสอบตัวเองอย่างซื่อสัตย์ “ใจ”เราเองต่างหากที่ปล่อยให้กิเลสเป็นนาย ไม่ยอมฝืนสู้

เรื่องของใจ คงเป็นเพราะมันไปหอบอะไรมาเก็บไว้เยอะเกินไป ทั้งเรื่องของตัวเอง และเรื่องของคนรอบๆ ตัว ใจมันเลยล้า แต่ที่หนักกว่าน่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ ซึ่งในช่วงแรกๆ ก็สงสัยว่าทำไมตัวเองถึงได้ป่วยบ่อยนัก อาการบางครั้งหนักถึงขั้นไม่มีแรงจะลุกขึ้นมาจากที่นอน อ่อนล้า นอนหลับได้แทบทั้งวัน หลายๆ หนมีอาการคล้ายๆ อณูในร่างกายสั่นไหว เหมือนจะแตกสลายออกจากกัน เป็นพักๆ แล้วก็หายไป หาสาเหตุไม่ได้ สร้างความกังวลให้พอสมควร แต่ก็เป็นความกังวลแบบปลงๆ ปลงสังขารตัวเอง

พักใหญ่ๆ เริ่มฉุกใจคิดว่าอาการของตัวเอง น่าจะไม่ใช่การป่วยแบบธรรมดา เพราะทุกครั้งที่มีอาการอ่อนเพลีย หรืออณูจะแตกสลาย มักจะเกิดเหตุเภทภัยทางธรรมชาติ และมีผู้เสียชีวิตมากมาย ล่าสุดเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวในปากีสถาน และมีอาการอ่อนเพลียลุกแทบไม่ได้ กับอณูปานจะแตกสลายอีก จึงได้โทรไปเรียนปรึกษาพี่ที่เคารพท่านหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นครู เป็นอาจารย์ของไก่แก้วเอง ได้รับคำบอกเล่าว่าเป็นไปได้ที่เราจะสามารถรับกระแสโลกได้ ทำให้เกิดอาการไม่สบายต่างๆ ดังที่กล่าวมา ได้รับคำแนะนำว่าอย่าไปสนใจ ให้ปล่อยผ่านไป ทำใจให้สบายๆ เห็นเป็นธรรมดาเสีย หากไปเพ่ง ไปสนใจ สงสัย ต่อไป อาจจะมีอาการเห็นนิมิตภาพภัยธรรมชาติต่างๆ ล่วงหน้า ซึ่งหากนำมาบอกเล่าต่ออย่าง ดร. ท่านหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เรามักจะไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่าจะเกิดที่ไหน เมื่อไหร่

ความสามารถในการรับคลื่นคน และกระแสโลกนี้ ใครว่าสบาย สนุก น่าอัศจรรย์ อยากจะขอให้ลองมาทดลองดูสักวัน จะรู้ว่าเป็นทุกข์หนักหนา แค่ธาตุขันธ์ของเราธรรมดาๆ ก็หนักหนาเอาการแล้ว แต่นี่ยังไปรับอะไรจากภายนอก มาแบกไว้บนบ่าอีก และก็ใช่ว่าเราจะเป็นผู้ปลอดภัย หรือแข็งแรง พอทีจะแบกสิ่งเหล่านี้ไว้โดยไม่ให้กระทบกับจิตได้ซะเมื่อไหร่ เผลอๆ ไป สิ่งภายนอก ก็กลายเป็นสิ่งภายใน ต้องบอกว่า “ทุกข์ขนาด”

ล่าสุด ก็มีเรื่องที่ตัวเองทำตัวเอง เข้าไปวุ่น จะว่าเพราะใจเมตตา หรือว่าไม่ประมาณกำลัง ก็คงจะได้ทั้ง 2 ทาง มีน้องชายไปเที่ยวมา แล้วไปพักในสถานที่หนึ่ง คืนนั้นฝันไม่ดี แต่ตรงกันกับเพื่อนอีกคน รูปที่ถ่ายได้ในสถานที่นั้น ก็ออกมาแปลกๆ มีดวงไฟสีแดง วันนึงที่รู้สึกไม่ค่อยสบายนัก ทำท่าเหมือนจะความดันต่ำ กะว่าจะพัก น้องชายท่านนั้นได้ส่งรูปมาให้ดู ก็อดที่จะสงสารไม่ได้ กำหนดจิตแผ่เมตตา โดยเพ่งไปที่จุดสีแดงนั้น ปรากฏว่าเหมือนถูกพลังบางอย่างผลักกลับมา ตอนแรกนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เมื่อเลิกคุย ก็ไปพัก คิดว่าเมื่อตื่นขึ้นมา คงร่างกายคงจะเป็นปกติ

แต่แล้วก็คาดการผิดไป เช้ามาปรากฏว่าอาการแย่ลงกว่าเดิม แทบไม่มีแรงลุกจากที่นอน แล้วในหูก็ได้ยินแต่เสียง วิ้งๆๆๆๆ เหมือนหูอื้อ ฝืนลุกขึ้นมาโทรศัพท์หาน้องสาวซึ่งเป็นหมอ เดินไป โลกก็โคลงเคลง ทำท่าจะหน้ามืด แต่ก็ฝืนจนได้ น้องสาวแนะนำให้ทานยาตัวนึงแล้วนอนพัก หากไม่หาย ให้ไปโรงพยาบาล ก็ปฏิบัติตามน้องสาว นอนพักไปครึ่งวัน ก็รู้สึกยังไม่ดีขึ้น พอดีกับมีน้องหมออีกท่านโทรมาหา พอทราบอาการก็จัดแจงสั่งยาให้ (ขอขอบคุณน้องหมอท่านนี้ด้วยค่ะ) เลยโทรไปหาพ่อ ให้พ่อช่วยซื้อยาเข้ามาให้ ทานยาใหม่แล้วก็ได้แต่หลับไป

ปรากฏว่าวันที่ 2 อาการเสียงดังวิ้งค์ๆ ในหูหายไป แต่อาการอ่อนเพลีย และหน้ามืดยังคงอยู่ แต่เนื่องจากฤทธิ์ยาที่แรง เลยนอนหลับซะส่วนใหญ่ อาการมาดีขึ้นในวันที่ 3 แต่ก็ไม่ปกติ ยังคงมีอาการหน้ามืด หากลุกขึ้นเดินนานๆ แต่ว่า...ตั้งใจจะไปร่วมงานกฐินหลวงพ่อแบน ที่เขาใหญ่ให้จงได้ เลยฝืนกาย ใช้ใจเป็นนาย พาตัวออกไปซื้อของ สำหรับไปร่วมกองกฐิน และตักบาตร เดินไป ก็ต้องคอยเกาะราวสติและรถเข็นซื้อของในห้างเวลาที่รู้สึกว่าตัวเองจะหน้ามืด แต่ในที่สุด ก็สามารถพาตัวเองและของกลับมาถึงบ้านได้โดยสวัสดิภาพ

ตอนนี้เริ่มฉุกคิดแล้วว่าอาการป่วย คงไม่ใช่ธาตุขันธ์ธรรมดา ด้วยเหตุที่ว่าถ้าเป็นการป่วยแบบธรรมดา ได้พักมากขนาดนี้ น่าจะหายไปแล้ว และรู้สึกขึ้นมาเองในใจว่าร่างกายต้องการพลังสะอาด อีกทั้งมีฝันประหลาดในคืนที่ถูกพลังกระแทก เลยฝืนเดินจงกรม เพราะหากไม่ฝืน วันรุ่งขึ้นคงไม่ได้ไปร่วมงานกฐิน แม้ว่าจะตั้งใจไว้ว่าแม้ต้องตาย ก็จะต้องไปร่วมงานให้ได้ ห่วงก็แต่ผู้ร่วมเดินทางเท่านั้น

เดินจงกรมในช่วงแรก หนักมาก เพราะว่าเดินไปแล้ว เหมือนจะหน้ามืดตลอด พยายามเกาะกับราวสิต และความรู้ตัว พอเดินได้สักครึ่งชั่วโมง ปรากฏว่าอาการไม่สบายต่างๆ หายไปราวปลิดทิ้ง รู้สึกดีใจลิงโลดได้สักครู่ อาการหน้ามืดก็มาเยือนอีกรอบ เลยต้องคลายไปนอนพัก ระลึกได้ว่ามีครูบาอาจารย์ท่านแนะนำให้แผ่เมตตาให้ตนเองบ้าง เลยลองกำหนดแผ่เมตตาให้ตนเอง ท่อง “อะหัง สุขิโตโหมิ ...” ไปจนจบบทซ้ำแล้วซ้ำอีก จนรู้สึกเบาสบาย จึงลุกขึ้นมาเดินจงกรมต่อ คราวนี้เดินต่อไปได้อีกสักครึ่งชั่วโมง อาการป่วยทั้งหลายก็หายไปราวปลิดทิ้ง และไม่กลับมาเยือน

สรุปกับตัวเองว่า อาการของเราน่าจะไม่ใช่ความผิดปกติของธาตุขันธ์ธรรมดา แต่ก็ได้แต่เก็บข้อกังขาไว้ในใจ ตั้งใจว่าจะไปกราบเรียนขอความเมตตาจากครูบาอาจารย์ให้ท่านแนะนำวิธีป้องกันเหตุการณ์ณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอีกในวันรุ่งขึ้น

 

 

previous - next

about me - read my profile! read other Diar
yLand diaries! recommend my diary to a friend! Get
 your own fun + free diary at DiaryLand.com!